Garry Davis, Man of No Nation Who Saw One World of No War, Dies at 91


แกรี่ เดวิส ..   ชายผู้ไร้ชาติ ..
ผู้ซึ่งเล็งเห็นโลกอันเป็นหนึ่งเดียวที่ปราศจากสงคราม ..
เสียชีวิตแล้วเมื่ออายุ 91 ปี


แต่งโดย: Margalit Fox   (28 ก.ค. 2556)         แปลโดย: นักแปลรวมโลก (12 ก.ย. 2556)



อ่านบทความต้นฉบับได้ที่
http://www.nytimes.com/2013/07/29/us/garry-davis-man-of-no-nation-dies-at-91.html?pagewanted=all&_r=1&



เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ปี 1948 (พ.ศ. 2491)   อดีตนักบินรบผู้หนึ่งของกองทัพสหรัฐได้เข้าไปยังสถานทูตอเมริกาในกรุงปารีส   เพื่อขอเพิกถอนสถานภาพพลเมืองอเมริกา   และประกาศตนเป็น พลเมืองของโลก (citizen of the world) ท่ามกลางความตกตะลึงของเจ้าหน้าที่ !!


Garry Davis ผู้นำการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องรัฐบาลโลก เมื่อปี 1956   เขาคือชายผู้มีธงชาติ (โลก) และพาสปอร์ต (ชาวโลก) เป็นของตนเอง   และก็มักจะมีห้องขังพิเศษของตัวเองด้วย (คือถูกขังเดี่ยวอยู่บ่อยๆ)  


หลายทศวรรษต่อมา .. จวบจนวันสุดท้ายของชีวิตเขาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา   Garry ยังคงเลือกที่จะเป็นชายผู้ไร้ชาติ   ผู้ซึ่งเข้าออกประเทศต่างๆ และมักจะถูกขับไล่และจับกุมในหลายๆ ประเทศ   ด้วยการถือพาสปอร์ตที่เขาจัดทำขึ้นมาเอง   โดยมีสื่อข่าวต่างประเทศคอยติดตามทุกความเคลื่อนไหวของเขา

เขามีหลักการเหตุผลอย่างง่ายๆ   แต่ทว่ามีเป้าหมายอันยิ่งใหญ่   นั่นคือ ‘ถ้าหากว่าโลกนี้ไม่มีประเทศใดๆ (ไม่มีรัฐใดที่มีสถานะเป็นประเทศ) โลกก็จะปราศจากสงคราม’  

Garry Davis ..   ผู้ต่อสู้เพื่อสันติภาพมาอย่างยาวนาน   อดีตผู้เล่นละครบรอดเวย์   ผู้ประกาศตนเป็นพลเมืองโลกหมายเลข 1   ผู้ซึ่งได้รับการยึดถือเป็นประธานแห่งขบวนการโลกเดียว (dean of the One World movement) อันเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อลบแนวเขตประเทศต่างๆ ที่มีมากมายนับล้านแนวทั่วโลกทุกวันนี้ .. ได้เสียชีวิตลงแล้วเมื่อวันพุธ ในเมือง Williston รัฐ Vermont   เมื่ออายุได้ 91 ปี     และแม้ว่าในช่วงปีหลังๆ นี้เขาค่อนข้างจะหยุดการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องการเลิกแบ่งแยกประเทศ   และพำนักอยู่อย่างสงบที่เมือง South Burlington รัฐ Vermont   แต่เขาก็ยังคงยึดถือสถานะอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา นั่นคือ สถานะก้ำกึ่งระหว่างพลเมืองกับคนต่างด้าว   ซึ่งเขายินดีที่จะคงสถานะเช่นนี้มากว่า 65 ปี

“ผมไม่ใช่คนที่ไม่มีประเทศ” คุณ Davis บอกสำนักข่าว Newsweek ในปี 1978 “หากแต่   ผมเป็นเพียงคนที่ไม่มีสัญชาติ”


ในปี 1948 ซึ่งเป็น 5 ปีหลังจากที่ได้ก่อตั้งองค์กรที่ออกพาสปอร์ตชาวโลกให้แก่ผู้คนทั่วโลก   Garry Davis กำลังแจกใบปลิวในกรุงปารีส     ชายผู้ไร้ชาติผู้นี้ ได้เป็นแรงขับเคลื่อนอย่างไม่หยุดยั้ง สำหรับการเคลื่อนไหวเพื่อลบพรมแดนระหว่างประเทศต่างๆ


Mr. Davis ไม่ใช่คนแรกที่ประกาศตนเองว่าเป็น world citizen   แต่ เขาได้รับการยอมรับว่าเป็นคนที่ประกาศอย่างชัดเจน โด่งดัง และมั่นคงที่สุด  

แนวคิดเรื่องโลกเดียว (One World model) นี้ มีบุคคลผู้มีชื่อเสียงหลายคนที่เชื่อมั่นในแนวทางนี้   อาทิเช่น   Albert Schweitzer, Jean-Paul Sartre, Albert Einstein (อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์)   และ E. B. White

ในขณะที่ผู้สนับสนุนแนวคิดนี้ส่วนใหญ่จะรู้สึกพอใจกับเพียงแค่การได้เขียนสื่อความคิดออกไป   แต่ Mr. Davis ไม่ได้เป็นอย่างนักทฤษฎีที่นั่งอยู่กับโต๊ะทำงานเช่นนั้น   เมื่อ 60 ปีที่แล้ว เขาได้ก่อตั้ง World Government of World Citizens (รัฐบาลโลกของพลเมืองโลก) อันเป็นหน่วยงานที่อ้างตัวว่าเป็นองค์กรภาครัฐในระดับนานาชาติ   โดยองค์กรนี้มีการออกเอกสารต่างๆ   เช่น พาสปอร์ต, บัตรประจำตัวประชาชน, สูจิบัตร, ทะเบียนสมรส   ตลอดจน แสตมป์ และสกุลเงิน

Mr. Davis ประกาศตัวลงรับสมัครเป็นประธานาธิบดีโลกเป็นระยะๆ   ซึ่งแต่ละครั้งก็ไม่มีคู่แข่ง

จากข้อมูลของ World Service Authority (สำนักงานบริการโลก) อันเป็นหน่วยงานด้านบริหารของกลุ่มนี้   พบว่า มีการออกเอกสารต่างๆ ของ World Government ไปแล้วมากกว่า 2.5 ล้านฉบับ

พวกสื่อและประชาชนมีการโต้เถียงกันอยู่ว่า   Mr. Davis เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ถึงโลกในอุดมคติจริงๆ หรือว่าเป็นคนที่มีความคิดเพ้อฝันโดยไม่ดูความเป็นจริง     อย่างไรก็ตาม พวกผู้สนับสนุนของเขาแย้งว่า เอกสารที่เขาออกไปนั้น มีคุณค่าอย่างแท้จริงสำหรับพวกผู้อพยพลี้ภัย และกลุ่มคนที่ไร้สัญชาติกลุ่มอื่นๆ  

ฝ่ายพวกที่กล่าวร้ายต่อ Mr. Davis อ้างว่า   การออกเอกสารเหล่านั้นโดยเก็บเงินค่าทำเอกสาร   ถือว่า Mr. Davis ขายความฝันอันหลอกลวงต่อผู้ที่จ่ายเงินที่พวกเขามีอยู่น้อยนิดไปกับกระดาษที่แทบจะไม่มีที่ใดในโลกที่ให้การยอมรับอย่างแท้จริงในทางกฎหมาย


Mr. Davis ลงสมัครประธานาธิบดีสหรัฐ ในปี 1988


สิ่งที่อยู่เหนือการโต้แย้งก็คือว่า คำยืนกรานอย่างยาวนานของ Mr. Davis ว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะเดินทางไปได้ทั่วโลก   คำยืนกรานนี้เป็นแนวคิดที่เหมือนเล็งเห็นมาเนิ่นนาน ว่าจะมีการโต้แย้งกันในเรื่องของการอพยพอย่างที่เกิดขึ้นทุกวันนี้       และประหนึ่งเล็งเห็นว่าจะมีการที่ใครบางคนจะมีสถานภาพเป็นคนที่ไร้สัญชาติ อย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับ Julian Assange และ Edward J. Snowden (สโนว์เดน   ผู้ซึ่งถูกสหรัฐหาว่าทรยศประเทศ และถูกยกเลิกสัญชาติอเมริกัน)

Mr. Davis ผู้ซึ่งได้พูดเกี่ยวกับ One World movement ในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง และเขียนหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับเรื่องนี้   ดูเหมือนจะไม่ค่อยสนใจต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ       เขามักที่จะแสดงความยินดีอย่างยิ่งที่จะพูดด้วยน้ำเสียงที่ได้รับการฝึกฝนมาให้ร้องในโรงละครบรอดเวย์ (เขาเคยเป็นตัวแสดงแทนของพระเอกละครชื่อ Danny Kaye) เมื่อเขามีโอกาสได้พูดเกี่ยวกับความจำเป็นที่จะต้องมีโลกที่ปราศจากการแบ่งประเทศชาติ

“รัฐในลักษณะของประเทศชาตินั้น ถือเป็นภาพลวงทางการเมืองเพื่อสืบสานอำนาจของพวกผู้นำ   และถือเป็นต้นกำเนิดของสงคราม” เขาบอกแก่หนังสือพิมพ์ The Daily Yomiuri   อันเป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษในญี่ปุ่น   เมื่อปี 1990     และเสริมต่อว่า “ความจงรักภักดีต่อประเทศชาติ ถือเป็นสัญญาฆ่าตัวตายที่ผู้คนทำร่วมกัน”

การไขว่คว้าหา ‘โลกที่รวมเป็นหนึ่ง’ คือเป้าหมายที่ Mr. Davis ได้ตั้งไว้ในใจตั้งแต่เริ่มต้น     แนวคิดนี้ได้เกิดขึ้นมาจากหลายสาเหตุ   อันได้แก่ ความรู้สึกไม่สบายใจกับชีวิตวัยเด็กอันมากด้วยอภิสิทธิ์ของเขา, ความเสียใจที่สูญเสียพี่ชายไปกับสงครามโลกครั้งที่สอง, และ ความขยะแขยงต่อประสบการณ์การทำสงครามของเขาเองในฐานะของกัปตันทิ้งระเบิด

พลทหาร Gareth Davis เกิดที่เมือง Bar Harbor รัฐ Maine   เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม   ค.ศ. 1921   โดยเป็นบุตรชายของ Meyer Davis และ Hilda Emery คนที่หนึ่ง

Meyer Davis เป็นผู้นำวงออเคสตร้าที่มีชื่อเสียงมาก   โดยเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “millionaire maestro” (อัจฉริยะศิลปินเงินล้าน)   และเป็นผู้ที่นำวงออเคสตร้า 80 วง ที่มีนักดนตรีรวมกว่าพันคนเล่นร่วมกัน   ซึ่งเล่นอยู่ที่ห้องสมาคมสตรีของศูนย์ประชุมทางการเมืองแห่งชาติ และเล่นในพิธีสาบานตนของประธานาธิบดีในทำเนียบขาว

Garry ถูกเลี้ยงดูมาในเมือง Philadelphia โดยครอบครัวมีสถานะทางสังคมสูง และมีรถครอบครัวเป็นรถ Rolls-Royce ที่มีคนขับรถประจำครอบครัว   พร้อมทั้งมีเหล่าเพื่อนของตระกูลซึ่งเป็นบุคคลมีชื่อเสียงต่างๆ อย่างเช่น Bob Hope และ Ethel Merman     ตอนที่ยังหนุ่มๆ นั้น   Garry จัดว่าเป็นคนไม่ซีเรียส   ซึ่งต่อมาเขาบอกว่า เขาเป็นคนที่ฉลาดแกมโกง   แต่ว่าขาดทิศทางในชีวิต  

หลังจากที่ศึกษาเรื่องการละครที่มหาวิทยาลัย Carnegie Institute of Technology ในเมือง Pittsburgh สำเร็จแล้ว   Mr. Davis ก็ได้เล่นละครบรอดเวย์ครั้งแรกในเดือนตุลาคม ปี 1941 โดยรับบทเล็กๆ ในเรื่อง “Let’s Face It!” (เผชิญกับมันกันเถิด) ซึ่งเป็นละครตลกประกอบดนตรี     นอกจากนั้นเขาก็ยังเป็นตัวแสดงแทนพระเอกของเรื่องนี้ คือ Mr. Kaye

ต่อมา   เมื่อสหรัฐเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่สอง   Mr. Davis กับพี่ชายของเขา คือ Meyer Jr. (ซึ่งรู้จักกันในชื่อ Bud) ได้เป็นทหารและออกไปรบในต่างประเทศ   โดย Bud สังกัดกองทัพเรือ   ส่วน Garry สังกัดกองทัพอากาศ มีหน้าที่ขับเครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่น B-17 bombers     สงครามนั้นทำให้ Bud Davis เสียชีวิตในปี 1943 เมื่อเรือของเขา ที่มีชื่อว่า the destroyer Buck ถูกระเบิดของเรือดำน้ำเยอรมัน จนจมลงที่ชายฝั่งทะเลประเทศอิตาลี  

Garry ได้เขียนเล่าเรื่องราวว่า   เหตุการณ์ที่พี่ชายเขาเสียชีวิต   และอีกเหตุการณ์หนึ่งที่มีการทิ้งระเบิดกระหน่ำเหนือเมือง Brandenburg ประเทศเยอรมัน ได้เปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเขา   {ในครั้งนั้น เมือง Brandenburg ได้ถูกทำลายไปถึง 70%}

“นับตั้งแต่ภารกิจแรกของผมที่บินทิ้งระเบิดเหนือเมือง Brandenburg   ผมก็รู้สึกเจ็บปวดด้วยความสำนึกผิด” Mr. Davis เขียนไว้ในสมุดบันทึกของเขาที่มีชื่อว่า “The World Is My Country.” (ต่อมา บันทึกนี้ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “My Country Is the World” [ประเทศของผมคือโลก]) ในปี 1961     “มีระเบิดกี่ลูกที่ผมทิ้งลงไป?   มีผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก มากเพียงไหนที่ผมได้สังหารไป?   มันไม่มีหนทางอื่นแล้วหรือ   ผมเฝ้าถามตัวเอง”

Davis เชื่อว่า   หนทางอื่นที่ว่านั้น ก็คือ การขจัดความขัดแย้งระหว่างประเทศโดยการขจัดพรมแดนระหว่างประเทศให้หมดสิ้นไป  

เดือนพฤศจิกายน ปี 1948 ซึ่งเป็น 6 เดือนหลังจากที่เขาประกาศถอนความเป็นพลเมืองอเมริกันที่เมืองปารีส Mr. Davis ได้เข้าไปถล่มการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly) ด้วยวาทะดังต่อไปนี้

“เรา ผู้เป็นประชาชน ต้องการสันติภาพที่มีแต่ รัฐบาลโลก (world government) เท่านั้นที่จะให้เราได้” Davis ป่าวประกาศ “การมีรัฐที่มีอำนาจสูงสุดในตัวเองอย่างทุกวันนี้ถือเป็นการแบ่งแยกเรา และนำพาเราไปสู่ขุมนรกแห่งสงคราม”

การกระทำของเขาได้รับการรายงานข่าวไปทั่วโลก และก็ได้รับการสนับสนุนจากเหล่าปัญญาชน ซึ่งรวมถึง Albert Camus และจากประชาชนฝรั่งเศส ซึ่งพึ่งได้รับความเจ็บปวดจากสงคราม     และในอีก 2 สัปดาห์ต่อมา Mr. Davis สามารถดึงดูดคนเข้ามาฟังได้ถึง 20,000 คนในการพูดของเขาที่โรงละครปารีส  

ในปี 1949   Mr. Davis ได้ก่อตั้ง International Registry of World Citizens (สำนักทะเบียนประชาชนโลกนานาชาติ)   และภายในไม่นาน ผู้คนจากทั่วโลกก็หลั่งไหลขอลงทะเบียนกันอย่างท่วมท้น   “พวกเราใหญ่กว่าประเทศแอนดอร่า (Andorra)” เขาบอกกับนิตยสาร The Boston Globe ในปี 1981 เมื่อมีผู้ลงทะเบียนถึง 250,000 คน  

ปัจจุบันนี้   มีคนมากกว่า 950,000 คน ที่ได้ลงทะเบียนเป็นพลเมืองโลก (จากข้อมูลของ World Service Authority ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุง Washington)

Mr. Davis ผู้ซึ่งใช้ชีวิตเป็นเวลานานในฝรั่งเศส ได้ปรากฏตัวในโรงละครบรอดเวย์อีก 3-4 ครั้งในช่วงต้นทศวรรษ 1950s ซึ่งนี่รวมถึงละครเพลงตลกล้อเลียนที่ชื่อเรื่อง “Bless You All” (ขอทุกคนโชคดี) และ “Stalag 17” (ค่ายนักโทษสงครามที่ 17) ซึ่งเป็นละครเกี่ยวกับนักโทษสงคราม   แต่ภารกิจในการมุ่งสู่ “โลกเดียว” (One World) เป็นสิ่งที่เขาทุ่มเทเวลาให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  

ในปี 1953 เขาได้ก่อตั้ง World Government of World Citizens (รัฐบาลโลกแห่งพลเมืองโลก) ขึ้น     และด้วยความที่มีผู้ต้องการเอกสารจาก “รัฐบาลโลก” นี้เป็นอย่างมาก   จึงทำให้ Davis ได้ก่อตั้ง World Service Authority (สำนักงานบริการโลก) ในปีถัดมา

World Service Authority ได้ให้ข้อมูลว่า   ณ ปัจจุบัน ได้มีการออก ‘พาสปอร์ตชาวโลก’ ไปแล้วมากกว่า 5 แสนฉบับ   (แม้ว่าจะยังไม่มีข้อมูลสถิติเกี่ยวกับจำนวนคนที่สามารถใช้พาสปอร์ตนี้ในการผ่านแดนประเทศต่างๆ ได้อย่างประสบความสำเร็จ)     ทั้งนี้ มี 6 ประเทศที่ได้ให้การยอมรับพาสปอร์ตนี้อย่างเป็นทางการ ได้แก่ ประเทศ Burkina Faso, Ecuador, Mauritania, Tanzania, Togo, และ Zambia   นอกจากนั้น ก็ยังมีอีกกว่า 150 ประเทศที่ได้ให้การยอมรับพาสปอร์ตนี้ในบางโอกาส

ค่าธรรมเนียมสำหรับ ‘พาสปอร์ตชาวโลก’ นี้ อยู่ในช่วงตั้งแต่ 45 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ (ใช้ได้ 3 ปี) จนถึง 400 เหรียญ (ใช้ได้ 15 ปี)     พาสปอร์ตนี้มีข้อความที่เขียนด้วยภาษาถึง 7 ภาษา ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ภาษา Esperanto อันเป็นภาษาที่ถือเป็นภาษาสากลที่มนุษย์รุ่นหลังร่วมกันประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมา  

นับเป็นเวลาหลายทศวรรษ ที่ Mr. Davis ผู้ถือ world passport หมายเลข 1   ได้ใช้พาสปอร์ตนั้นในการกระจายข้อความของเขา, แอบผ่านเข้าประเทศต่างๆ, แอบขึ้นเรือเพื่อเดินทางฟรี, พูดจาโน้มน้าวพวกเจ้าหน้าที่, หรือเถียงเพื่อให้พวกเขายอมจำนน จนกว่าที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศไปได้     พวกหนังสือพิมพ์ต่างๆ ได้บันทึกถึงการเดินทางไปมาประเทศต่างๆ ของเขาดังนี้:

1949: “Garry Davis ถูกจับในกรุงปารีส”; 1953: “Garry Davis ถูกจับอีกแล้ว: ถูกจับกุมขณะที่เขาตั้งค่ายพักแรมใกล้ๆ พระราชวัง Buckingham”; 1957: “ฝรั่งเศสขับไล่ Garry Davis”; 1979: “ศาลสหรัฐตัดสินให้ Davis ‘พลเมืองโลก’ เป็นคนต่างด้าว และปฏิเสธพาสปอร์ตของเขา”; 1984: “ญี่ปุ่นขับไล่ ‘พลเมืองโลก’ ชาวอเมริกัน”; 1987: “ ‘พลเมืองโลก’ ประกาศลงรับสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี” (ครั้งนั้นเป็นการลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ)

ในปี 1986   Mr. Davis ลงรับสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐวอชิงตัน   และได้รับคะแนนเสียง 585 คะแนน

Mr. Davis ถูกจับยี่สิบกว่าครั้ง   ส่วนใหญ่แล้วก็จะเนื่องจากพยายามเข้าประเทศโดยไม่มีเอกสารของทางการ   อย่างไรก็ตาม เขามีวิธีการอันหลักแหลมหลายวิธีในการหลบเลี่ยงพวกผู้มีอำนาจ

ในช่วงทศวรรษ 1950s ตอนที่ฝรั่งเศสพยายามที่จะเนรเทศเขา   เขาได้เข้าไปขโมยของอย่างโจ่งแจ้งในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในกรุงปารีส   (สำนักข่าว United Press รายงานว่า ของที่เขาขโมยนั้นได้แก่ กางเกงในผู้หญิงลายลูกไม้สีลูกพีช, เสื้อยกทรงไหมสีดำ, แถบรัดถุงเท้าสีดำ, กระโปรงชั้นในลายลูกไม้   และ ซับในสีชมพู   รวมมูลค่า 47 ดอลล่าร์)   เขาต้องการให้มั่นใจว่าเขาจะต้องโดนจับแน่ๆ

ผลของการถูกจับกุมตัว   ทำให้ Mr. Davis ถูกกฎหมายห้ามไม่ให้ออกจากประเทศฝรั่งเศส (ซึ่งเป็นไปตามที่เขาตั้งใจ)

Mr. Davis แต่งงาน 2-3 ครั้ง (แล้วแต่ว่าจะนับแบบไหน)     ครั้งแรกนั้นเขาแต่งงานกับ Audrey Peters ซึ่งเป็นชาวอเมริกันที่เขาจีบทางจดหมายในระหว่างที่ถูกคุมขังที่ฝรั่งเศส     ในปี 1950 เขาก็ได้พบกับเธอเป็นครั้งแรก แล้วต่อจากนั้นเพียงแค่สองสัปดาห์ทั้งคู่ก็ได้แต่งงานกัน   น่าเสียดายที่ต่อมาก็หย่าร้างกันไป     แล้วในปี 1954 หนังสือพิมพ์ก็ลงข่าว “การสมรส” แบบสับสนวุ่นวายของเขากับ Gloria Sandler ในพิธีสมรสที่เขาเป็นผู้ทำพิธีเอง   แล้วก็จบลงด้วยการแยกทางกันอีกครั้ง     และครั้งสุดท้าย เขาแต่งงานกับ Esther Peter ในปี 1963 ซึ่งก็จบลงด้วยการหย่าเช่นกัน

ผู้สืบทอดมรดกหลังเขาเสียชีวิต ได้แก่ ลูกสาว 1 คน ชื่อ Kristina Starr Davis ที่เกิดจากการสมรสกับ Ms. Peters; ลูกชาย 2 คน ชื่อ Troy และ Kim   และลูกสาว 1 คน ชื่อ Athena Davis (ซึ่งเป็นผู้ที่ให้ข่าวการเสียชีวิตของพ่อเธอ) ที่เกิดจากการสมรสกับ Ms. Peter; น้องสาว ชื่อ Ginia Davis Wexler; น้องชาย ชื่อ Emery; และ หลานสาว 1 คน

เขายังได้เขียนหนังสืออีกหลายเล่ม   อาทิเช่น “World Government, Ready or Not!” (1984) [รัฐบาลโลก   เราพร้อมจะมีหรือยัง!] และ “Dear World: A Global Odyssey” (2000) [สวัสดี ชาวโลก: การผจญภัยรอบโลก]     และเขาก็ยังได้เป็นตัวเอกของสารคดีสั้น เรื่อง “One! The Garry Davis Story” [หนึ่งเดียว! เรื่องราวของ แกรี่ เดวิส] ซึ่งเผยแพร่ในปี 2007

ในวัยชรา   Mr. Davis ก็ยังไม่ได้อยู่นิ่ง     ปีที่แล้วเขาได้ส่ง world passport ให้แก่ Mr. Assange ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง WikiLeaks (วิกิลีก   เว็บไซต์รวบรวมเรื่องลับของรัฐบาลทั่วโลก)   ผู้ที่แอบซ่อนตัวอยู่ที่สถานทูตเอควาดอร์ ในกรุงลอนดอน

ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตแค่เพียงสองอาทิตย์   Mr. Davis ได้ส่ง world passport ผ่านทางเจ้าหน้าที่รัสเซียไปให้กับ Mr. Snowden (นายสโนว์เดน)   ผู้ลี้ภัยที่เคยเป็นเจ้าหน้าที่สัญญาความมั่นคงแห่งชาติประจำสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ [National Security Agency (NSA)] ของสหรัฐ   ซึ่งถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนกฎหมายจารกรรมข้อมูล   และรัฐบาลสหรัฐได้เพิกถอนพาสปอร์ตของเขาในเดือนมิถุนายน  

น่าเสียดายที่เราไม่สามารถติดต่อ Mr. Snowden เพื่อรับฟังความคิดเห็นของเขาเกี่ยวกับ ‘พาสปอร์ตชาวโลก’ ได้

******************************************



ขอได้รับความเชื่อมั่นจากผู้แปล ว่าท่านคือผู้หนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการช่วยให้โลกรวมเป็นหนึ่งได้สำเร็จ

หมายเหตุ: เว็บไซต์ของ World Government of World Citizens คือ http://www.worldservice.org